เรื่องของช่องแสงกลางบ้าน!

เรามักจะเห็นบ้านและอาคารหลายหลังมีการเปิดช่องรับแสงให้กับตัวบ้าน โดยมากมักจะเป็นแบบบ้านสมัยใหม่…

ในตำราฮวงจุ้ยกล่าวไว้ว่า การปล่อยให้มีแสงส่องเข้ามายังกลางใจบ้านนั้น จะส่งผลเสียต่อเจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยโดยตรงทั้งสุขภาพและโชคลาภ เพราะเป็นจุดสำคัญเป็นตำแหน่งหัวใจของบ้านครับ

หากวิเคราะห์ในเชิงตรรกศาสตร์จะพบว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย

เริ่มจากข้อดีก่อนกล่าวคือ อาคารที่มีแสงลอดเข้ามาได้นั้น ย่อมมีความสว่างและไม่ทึบสลัว ช่วยให้ประหยัดไฟฟ้าในการให้แสงสว่างได้เป็นอย่างดี

แต่ข้อเสียก็มีเช่นกัน เพราะการเปิดรับแสงอาทิตย์ตลอดเวลาจะทำให้เกิดการสะสมความร้อน ส่งผลให้สิ้นเปลืองค่าไฟในการเปิดใช้เครื่องปรับอากาศ

ดังนั้น การใช้หลังคาที่สามารถรับแสงได้นั้น น่าจะเหมาะสมกับอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงงาน หรือบ้านขนาดใหญ่มากกว่าครับ เพราะลำพังแสงจากหน้าต่างคงไม่เพียงพอ ส่วนบ้านขนาดเล็กไม่ควรทำเพราะจะเกิดปัญหาเรื่องความร้อนดังที่กล่าวมาแล้วโดยเฉพาะเมืองร้อนอย่างประเทศไทย

ต่างกับอาคารขนาดใหญ่นั้นความร้อนที่สะสมจะไม่สร้างผลกระทบมากเท่ากับบ้านที่มีขนาดเล็ก แต่ไม่ควรลืมเรื่องความสมดุลย์ อิม-เอี๊ยง (หยิน-หยาง) ถ้าหากมีแสงเข้ามามากจนเกินไปกลับเป็นผลเสียได้เช่นกันครับ

จากข้อกำหนดทางฮวงจุ้ยที่ห้ามเจาะช่องแสงบนหลังคา แต่การนำแสงจากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ

เราไม่ต้องเสียเงินค่าไฟฟ้าเพื่อเปิดไฟในเวลากลางวัน นอกจากนั้นแสงธรรมชาติยังทำให้เรามองเห็นสีของสิ่งต่างๆ ไม่ผิดเพี้ยน และถ้าได้รับแสงอย่างถูกวิธี ยังช่วยลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ต้องสู้กับความร้อนที่เกิดจากการเปิดหลอดไฟฟ้าตอนกลางวันอีกด้วย

การนำแสงธรรมชาติมาใช้แทนหลอดไฟต่างๆ นั้น จะต้องใช้แสงสว่างที่เกิดจากการหักเหของแสงแดด หากแสงธรรมชาติที่เข้ามาพร้อมกับแดด จะสว่างจ้าและร้อนมากเกินไป ถ้ามีเครื่องปรับอากาศก็จะทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้น

การเจาะช่องเปิดเพื่อนำแสงธรรมชาติเข้ามาในอาคารนั้น ควรเจาะช่องเปิดที่ผนังอาคารจะเหมาะสมกว่าการเจาะช่องบนหลังคา

เพราะสามารถป้องกันแสงแดดที่ช่องเปิดบนผนังอาคารได้ง่ายกว่า โดยการใช้แผงกันแดด ซึ่งเป็นแผงที่ติดตั้งอยู่บริเวณเหนือหน้าต่างสำหรับบังแสงแดดและสะท้อนแสงสว่างให้เข้าสู่ภายในอาคารได้

light gap

ตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเจาะช่องหน้าต่างที่ผนังอาคารคือ ช่องหน้าต่างที่อยู่ทางทิศเหนือของตัวอาคารจะให้แสงสว่างที่ดีที่สุด เหมาะแก่การใช้งาน เป็นแสงที่เกิดการหักเหจะนุ่มนวลและเย็นสบายตา

ดังนั้นช่องหน้าต่างทิศเหนือจึงควรเจาะให้กว้างและสูงมากหน่อยเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ หน้าต่างที่อยู่ทางทิศอื่นก็สามารถใช้แผงกันแดงชนิดต่างๆ ในแนวตั้งหรือแนวนอนที่เหมาะสมกับการโคจรของแสงอาทิตย์ในทิศนั้นๆ

สำหรับการป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคารอีกทางหนึ่ง คือการติดตั้งระบบป้องกันรังสีความร้อนโดยการติดแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ที่บริเวณโครงหลังคาหรือแผ่นฉนวนกันความร้อนที่บริเวณฝ้าเพดาน เนื่องจากหลังคาบ้านจะต้องเผชิญหน้ากับแดดอยู่เกือบตลอดเวลา

light gap

สรุปวิธีการลดปริมาณรังสีความร้อนที่จะผ่านเข้ามาในอาคาร
1. ใช้อุปกรณ์บังแดดภายนอกอาคาร
2. ติดตั้งผ้าม่านหรือมู่ลี่บังแสงแดดภายในอาคารให้กับด้านหน้าต่างหรือประตูที่เป็นกระจก
3. เลือกใช้ผนังกระจกที่สามารถป้องกันความร้อนได้ดี
4. หลีกเลี่ยงการทำ Skylight หรือช่องแสงบนหลังคา

light gap