ประเพณีเจียะเก้าอ้วงเจ หรือเทศกาลบุญถือศีลกินเจเดือน 9 เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในหมู่ชาวจีนและชาวไทย ซึ่งในปีนี้จะเริ่มในระหว่างวันที่ 18-27 ตุลาคม 2552 หรือตรงกับวันขึ้น 1-10 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน โดยนิยมกินล้างท้องก่อนหนึ่งวัน ซึ่งตามความเชื่อของชาวจีนถือว่าเป็นช่วงที่เทพเจ้า 9 พระองค์ ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลโลกมนุษย์ และดูแลชะตามนุษย์ จะลงมาสอดส่องดูและความเป็นไปในโลก เพื่อถวายบูชาแด่เทพเจ้าดวงดาว 9 องค์ที่มาชุมนุม และไหว้วันเกิดเจ้าแม่เต๋าบ้อ ( ศาลเจ้าในวัดเล่งเน่ยยี่จะมีรูปบูชา ) ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเกิดเป็นประเพณีที่ชาวจีนประพฤติธรรมถือศีลกินเจ ขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุข พิธีกรรมตามวัดหรือโรงเจก็จะมีการอัญเชิญเทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ มาสถิตเป็นประธานเพื่อให้ประชาชนกราบไหว้ การบูชาจะกำหนดในวันขึ้น 1 ค่ำ ขึ้น 3 ค่ำ ขึ้น 6 ค่ำ และขึ้น 9 ค่ำ ซึ่งชาวจีนจะนุ่งห่มชุดขาวไปไหว้พระ ไหว้เจ้าตามวัดหรือศาลเจ้า และถือศีล 5 บางคนเคร่งขนาดถือศีล 8 ก็มี ในช่วงท้ายของเทศกาลก็จะมีการลอยประทีปที่คำจีนเรียกว่าปั่งจุ้ยเต็ง ลักษณะคล้ายกับลอยกระทงของไทยเรา และพิธีจะจบด้วยการส่งเทพเจ้าในวันขึ้น 10 ค่ำ

เจียะแจ ( 食齋 ) เป็นการออกเสียงตามสำเนียงถิ่นแต้จิ๋ว ศัพท์คำนี้ใช้และเป็นที่เข้าใจแต่ทางตอนใต้ของจีนโดยเฉพาะแถบลุ่มอารยะธรรม หลิ่งหนาน ในมณฑลกวางตุ้ง อันเป็นแหล่งอาศัยดั่งเดิมของคนแคะ แต้จิ๋ว กวางตุ้งและไหหนำ ซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย เจียะแจตรงกับคำว่า ชือซู ( 吃素 ) ในภาษาจีนกลาง ( สำเนียงปักกิ่ง )
เจียะ ( 食 ) ในภาษาถิ่นใต้ หากใช้ในความหมายของคำกิริยา แปลว่า กิน
แจ ( 齋 ) แปลว่า บริสุทธิ์ ( 清淨 ) ( อ้างตามปทานุกรมพุทธศาสนาฉบับ วัดฝอกวงซัน, ไต้หวัน )
คำว่า เจียะแจ หรือ เจียะเจ หรือ ตรงกับคำไทยที่นิยมใช้กันว่า กินเจ กินกระยาบวช จึงแปลว่า การกินอาหารที่บริสุทธิ์ตามความเชื่อ ( ในลัทธิกินเจ ) ซึ่งหมายความถึงอาหารที่ไม่คาวหรือไม่เจือปนซากผลิตภัณฑ์ของสัตว์ รวมทั้งไม่ปรุงใส่พืชผักต้องห้าม
คำว่าเจียะแจนี้ ชาวจีนฮกเกี้ยนทางปักษ์ใต้แถบจังหวัดภูเก็ตเรียกต่างออกไปว่า เจียะไฉ่ ( 食菜 ) ที่แปลตามตัวอักษรได้ว่า กินผัก แต่มีนิยามหรือความหมายตรงกับคำว่าเจียะแจที่กล่าวข้างต้น
เข้าใจการกินเจอย่างถูกต้อง
ตั้งแต่โบราณกาลนับพัน ๆ ปี จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ไม่ว่าโลกจะผันแปรไปในทิศทางใดก็ตาม คนจำนวนหลายพันหลายหมื่นครอบครัวที่ดำรงชีวิตอยู่ ด้วยกำารรับประทานแต่อาหารเจสืบทอดจากบรรพบุรุษก็ยังมีอยู่ให้พบเห็นได้ในทุกวันนี้ "อาหารเจ" เป็นอาหารที่ปรุงขึ้นมาจากพืชผักธรรมชาติล้วน ๆ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และที่สำคัญต้องไม่ปรุงด้วยผักฉุนทั้ง 5 ได้แก่ กระเทียม, หัวหอม, หลักเกียว, กุ้ยฉ่าย, ใบยาสูบ
บรรพชนในแต่ละครัวเรือนของคนกินเจ ได้ถ่ายทอดหลักของการกินเจที่ถูกต้อง และศิลปะในการปรุงไว้ให้แก่ลูกหลานของตนสืบต่อเนื่องกันมาโดยไม่ขาดสาย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาหารเจเป็นอาหารที่มีรสจืดชืดไม่อร่อย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด แท้จริงแล้วอาหารเจมีรสชาดอร่อยกลมกล่อมต่างไปจากอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเจไม่มีกลิ่นเหม็นคาวใด ๆ เลย นอกจากนี้บางคนยังคิดว่า หากรับประทานแต่อาหารเจจะทำให้เป็นโรคขาดอาหาร แต่ทางการแพทย์กลับยืนยันไม่ว่าจะเป็นคนที่กินอาหารเนื้อสัตว์หรือคนที่กินเจ ก็มีสิทธิ์เป็นโรคขาดอาหารได้เท่ากัน
สาเหตุสำคัญของโรคขาดอาหารในคนทั้ง 2 กลุ่ม ก็คือ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลัก บริโภคอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต แป้งและน้ำตาล โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ เป็นเหตุให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนเพียงพอที่ร่างกายต้องการ จึงสรุปได้ว่า โรคขาดอาหารขึ้นอยู่กับนิสัยกินตามใจ เลือกกินแต่อาหารที่ตนชอบ โดยไม่คำนึงถึงคุณประโยชน์ที่จะได้จากการรับประทานอาหารนั้น ๆ
ปัจจุบันอาหารเจมีเมนูใหม่ ๆ หรืออาหารเจเมนูตำรับไทย เช่น ส้มตำเจ, แกงส้มเจ, ขนมจีนน้ำยาเจ, แกงเจ, ยำของเจ หรือเมนูเจใหม่ ๆ เช่น หมูสะเต๊ะเจ, หูฉลามเจ, เย็นตาโฟเจ ฯลฯ เป็นต้น
อาหารเจและมังสวิรัติ คือกุญแจสู่การลดภาวะโลกร้อน
บทความที่เกี่ยวข้อง
- กินเจเพื่อเป็นมงคลชีวิต






