ซินแส.com

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร

เทศกาลเช็งเม้ง

อีเมล พิมพ์ PDF
(22 Votes)

เทศกาลเช็งเม้ง ( 清明节, ชิงหมิง, เซงเม้ง, qing ming ) เป็นธรรมเนียมการไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน ( ฮวงซุ้ย ) ในช่วงเดือน 3 ของจีน ( กำหนดจากหนึ่งปีแบ่งเวลาออกเป็น 24 ช่วง เดือนหนึ่งมี 2 ช่วง ) เป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ โดยกำหนดให้ไหว้ภายใน 15 วันแรกของเดือน วันไหนก็ได้ ซึ่งที่เมืองไทยนิยมไปไหว้ในวันที่ 5 เมษายนของทุกปีเป็นหลัก ซึ่งยังตกอยู่ในช่วงเดือน 3 ของจีน แต่บางบ้านก็อาศัยดูวันดี และก็มีอีกหลายบ้านที่อาศัยดูวันสะดวก ( มีการกำหนดนับสองแบบคือ ก่อน 10 วัน หลัง 8 วัน กับ ก่อน 10 วัน หลัง 10 วัน )

"เช็ง" ( 清 ) เกิดจากการผสมอักษรจีน 2 คำ เข้าด้วยกัน คือ น้ำ + สีเขียว รวมกัน หมายถึง ความบริสุทธิ์ และ "เม้ง" ( 明 ) เกิดจากการผสมอักษรจีน 2 คำ เข้าด้วยกัน คือ พระจันทร์ + พระอาทิตย์ หมายถึง ความสว่าง เมื่อรวมแล้วหมายความถึง ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส รื่นรมย์ เช็งเม้ง หรือ เชงเม้ง ในประเทศจีน เริ่มต้นประมาณ 5 - 20 เมษายน เป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศจะคลายความหนาวเย็น เริ่มเข้าสู่ความอบอุ่น มีฝนตกปรอย ๆ มีบรรยากาศสดชื่น ท้องฟ้าใสสว่าง ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มสวยงาม ( เป็นที่มาของชื่อ เช็งเม้ง ) สมควรแก่การไปชมทิวทัศน์ จึงเกิดเป็นธรรมเนียมไปไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน แทนการไหว้อยู่ในบ้าน แต่ต้องไปไหว้ในช่วงเช้า อย่าให้เลย 12.00 น.

พูดถึงเทศกาลเช็งเม้ง ต้องย้อนกลับไปเทศกาลหนึ่งในยุคโบราณซึ่งปัจจุบันได้เลิกปฏิบัติไปแล้ว คือเทศกาลหันสือเจี๋ย ( 寒食节 ) หรือการรับประทานในฤดูหนาว ถือเป็นจุดเริ่มของที่มาเช็งเม้ง เทศกาลหันสือ ยังเรียกว่า เทศกาลโสวสือ ( 熟食节 ) หรือเทศกาลจิ้นเยียน ( การห้ามก่อควันไฟ ) หรือเทศกาลเหริ่ง ( เทศกาลหนาว ) ช่วงเวลาของเทศกาลจะห่างจะฤดูหนาว 105 วัน หรือห่างจากเทศกาลเช็งเม้ง 1-2 วัน ในช่วงเทศกาลดังกล่าว จะห้ามก่อไฟ จึงต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกเตรียมไว้ก่อนแล้ว หรืออาหารที่เย็นชืด ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อเรียกเทศกาล

เทศกาลหันสือ ( หานสือ ) กล่าวกันว่ามีความเป็นมาตั้งแต่สมัยชุนชิว ( 春秋 ) ในแคว้นจิ้น ( 晋国 ) เพื่อรำลึกถึงองค์ชายแคว้นจิ้นคือ เจี้ยจื่อ ( 介子 ) และจ้งเอ่อ ( 重耳 ) จ้งเอ่อได้ไปอยู่ในต่างแดนเสีย 19 ปี ในขณะที่เจี้ยจือได้สร้างผลงานให้กับประเทศชาติแล้วเชิญจ้งเอ่อกลับมาเพื่อขึ้นครองบัลลังก์เป็น จิ้นเหวินกง ( 晋文公 ) แล้วตนเองก็เข้าป่าไปปลีกวิเวกพร้อมด้วยมารดา จิ้นเหวินกงทราบเข้า ก็ให้คนไปตามหา แต่หาเท่าไรก็ไม่พบจึงใช้วิธีจุดไฟเผาป่าเพื่อบีบบังคับให้เจี้ยจื่อออกมา แต่ปรากฏว่าเจี้ยจื่อกับมารดาได้กอดต้นไม้ใหญ่ไว้ยอมให้ไฟไหม้ตายโดยไม่ยอมออกจากป่า จิ้นเหวินกงเสียใจมากจึงได้ออกคำสั่งให้เปลี่ยนชื่อภูเขาเหมี่ยนเป็นภูเขา เจี้ยเพื่อรำลึกถึงเจี้ยเจื่อ ปัจจุบันคือภูเขาเจี้ยในอำเภอเจี้ยซิว ( 介休 ) ในมณฑลซานซี ( 山西 ) และยังออกคำสั่งให้วันที่เจี้ยจื่อถึงไฟไหม้ตายเป็นวันหันสือ และให้ถือปฏิบัติทุก ๆ ปี โดยไม่ให้ก่อไฟ กินข้าวเย็นแทน

หากแต่ว่า ที่มาที่แท้จริงของเทศกาลหันสือ มาจากสมัยโบราณที่การก่อไป เนื่องจากฤดูต่างกัน ไม้ที่นำมาก่อไฟก็ต้องใช้ต่างกัน จึงมีประเพณีปฏิบัติเวลาเปลี่ยนฤดูก็มีการเปลี่ยนกองเพลิงกันใหม่ ฉะนั้นถ้าถึงฤดูใหม่ แต่ไฟใหม่ยังไม่มา ก็จะห้ามใช้ไฟโดยเด็ดขาด เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในยุคนั้น ประชาชนจึงต้องตระเตรียมอาหารไว้ในช่วงที่ขาดไฟ หลังจากนั้นประเพณีปฏิบัตินี้จึงมีการนำเอาตำนานที่เล่าลือกันของเจี้ยจื่อ มาปะติดปะต่อกัน กลายเป็นเทศกาลหันสือ แต่เนื่องจากระยะเวลาเทศกาลหันสือนานนับเดือน การรับประทานอาหารที่เย็นชืดไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ภายหลังจึงมีการหดระยะเวลานั้นลงเหลือ 10 วัน 7 วัน 3 วัน จนเหลือ 1 วัน จนถึงสมัยราชวงศ์ถัง ( 唐 ) จึงกำหนดตรงกับวันเช็งเม้ง

ความสำคัญในวันเช็งเม้ง เป็นวันที่ลูกหลานมาร่วมกันเซ่นไหว้ เคารพสักการะบรรพบุรุษที่หลุมฝังศพ การนำของมาเซ่นไหว้ให้กับบรรพบุรุษซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญู มีความรักใคร่สามัคคีกันในหมู่เครือญาติและมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมื่อไปถึงสุสาน ให้ไหว้ศาลเจ้าที่แป๊ะกงด้วยของเซ่นไหว้ ผลไม้ ขนมอี๊ 5 ที่ ชา 5 ถ้วย เพราะการไหว้เจ้าที่คือการไหว้ธาตุทั้งห้า เวลาจุดธูปไหว้ ให้ใช้ธูป 5 ดอก บางแห่งมีการไหว้เจ้าประตู ( มึ่งซิ้ง ) ต้องไหว้ธูปเพิ่มอีก 2 ดอก ปักที่เสาประตูข้างละ 1 ดอก จากนั้นจึงเข้าไปไหว้บรรพบุรุษที่หลุม ลูกหลานจะไปทำความสะอาด ( เส้าหมอ ) ลงสีที่ป้ายชื่อให้ดูใหม่ ( คนตายแล้วลงสีเขียว หรือสีทองขลิบเขียว คนเป็นลงสีแดง ) ดายหญ้า ( ห้ามถอนหญ้า อาจกระทบตำแหน่งห้าม เช่น ทิศอสูร ทิศแตกสลาย ทิศดาวเบญจภูติ ) บ้างก็ตกแต่งด้วยกระดาษม้วนสายรุ้ง ( บ่องจั้ว ) สำหรับสุสานคนเป็น ( แซกี ) ใช้สายรุ้งสีแดง ส่วนสุสานคนตาย ( ฮกกี ) ใช้หลากสีได้ และห้ามปักธงลงบนหลังเต่าเด็ดขาด เพราะเท่ากับมีของแหลมทิ่มแทงเข้าใส่บนหลุม และบางความเชื่อทำให้หลังคาบ้านของบรรพบุรุษในอิมกัง ( โลกของคนตาย ) รั่วได้

ของไหว้ที่หลุม มี 2 ชุด ชุดหนึ่งไหว้โท้วตี่ซิ้ง คือ เทพยดาผืนดิน อีกชุดหนึ่งไหว้บรรพบุรุษ
1. กราบไหว้เจ้าที่ เป็นการให้เกียรติ และขอบคุณที่ช่วยคุ้มครองดูแล การจัดวางของไหว้ ( เรียงลำดับจากป้าย )
    - เทียน 1 คู่ + ธูป 5 ดอก ( อาจปักลงบนฟักได้ )
    - ชา 5 ถ้วย
    - เหล้า 5 ถ้วย
    - ของไหว้ต่าง ๆ เช่น ขนมอี๋ ผลไม้
    - กระดาษเงิน กระดาษทอง ( กิมจั๊ว )
2. กราบไหว้ ระลึกถึงพระคุณของบรรพบุรษ ตั้งเครื่องบูชาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของท่าน การจัดวางของไหว้ ( เรียงลำดับจากป้าย ) ห้ามวางของตรงแท่นหน้า เจีี๊ยะปี ( ป้ายหิน ที่จารึกชื่อ บรรพบุรุษ ) เพราะเป็นที่เข้าออกของ วิญญาณบรรพบุรุษ ไม่ใช่เก้าอี้นั่ง อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
    - ชา 3 ถ้วย
    - เหล้า 3 ถ้วย
    - ของไหว้ต่าง ๆ ตามความเชื่อประเพณีของแต่ละท้องถิ่น เช่น ขนมอี๋ ผลไม้ ขนมถ้วยฟู
    - กระดาษเงิน กระดาษทอง ( กิมจั๊ว ) ฯลฯ
    - เทียน 1 คู่ + ธูป ตามจำนวนบรรพบุรุษ ท่านละ 1 ดอก

ในการไหว้ ต้องไหว้เทพยาดาผืนดินก่อน เพราะถือว่าท่านเป็นเทพเจ้าที่ จากนั้นจึงไหว้บรรพบุรุษ ต้องไหว้ 3 รอบ ( เฉพาะบรรพบุรุษ ) รอจนไหว้ครั้งที่ 3 แล้ว จึงเผากระดาษเงินกระดาษทอง ส่วนธรรมเนียมการจุดประทัดเพื่อให้เสียงดังช่วยขับไล่สิ่งไม่ดีและจะทำให้ลูกหลานยิ่งร่ำรวยนั้น ตามหลักวิชาฮวงจุ้ยถือว่า การจุดประทัดเป็นการกระตุ้น ต้องดูตำแหน่งที่ถูกต้องจึงจะได้โชคลาภ แต่หากผิดตำแหน่ง จะเกิดปัญหา ( ผู้ปฏิบัติต้องดูตำแหน่งจากวิชาดาว 9 ยุค และฤกษ์ยาม ) ส่วนธรรมเนียมโบราณของจีนแผ่นดินใหญ่ ที่จะเอาหอยแครงลวกไปไหว้ด้วย และจะช่วยกันกินหอยแครงตรงสุสาน และโปรยเปลือกหอยที่เหลือไว้บนเนินดิน มีความหมายถึง มีลูกหลานมาก ถือว่าไม่ขัดกับหลักวิชา สำหรับการขุดเอาดินมากลบบนหลังเต่า โดยเชื่อว่า จะทำให้การค้าเพิ่มพูน จะทำก็ต่อเมื่อหลังเต่ามีรูแหว่งไป จึงซ่อมแซม โดยเฉพาะการขุดดิน ถือเป็นการกระทบธรณี และต้องดูฤกษ์

การไปไหว้บรรพบรุษ ครั้งแรกต้องดูฤกษ์ ( ปีต่อไปไม่ต้องดูฤกษ์อีก ) โดยปกติแล้วซินแสจะเป็นผู้กำหนดฤกษ์ให้ หากทิศด้านหลังสุสาน เป็นทิศห้ามประจำปีต้องใช้ฤกษ์ปลอดภัยในการไหว้ และไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นช่วงเช็งเม้งเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีปัญหาการจราจรคับคั่ง เพื่อหลีกหนีปัญหาการจราจร สามารถไปไหว้ในช่วงสารทตังโจ่ยแทนได้

เทศกาลในการไหว้บรรพบุรุษ
สารทชุนฮุน ( 21 มีนาคม - 4 เมษายน )
สารทเช็งเม้ง ( 5 เมษายน - 20 เมษายน )
สารทตังโจ่ย ( 22 ธันวาคม - 5 มกราคม )

 

บางเรื่องทำให้คุณหัวเสียได้ทั้งวัน ... สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ สนานบิน หรือโรงมโหรสพ มักส่งเสียงดัง หรือมีความสั่นสะเทือนของพลังเสียงที่กระจายออกมา จะส่งผลกระทบที่ไม่ดีถึงระบบการทำงานประสาทต่าง ๆ



eXTReMe Tracker
ǧ ٴǧ FENG SHUI HUANGJUI Geomancy fengshui ٴǧ ǧ